5 เทคนิคเพิ่มคอลลาเจน เพื่อผิวสวยใสสตรอง

พูดถึงคําว่า “คอลลาเจน” สาวๆหลายคนต้องร้อง “อ๋อ” กันแน่นอน เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่า นางเป็นตัวช่วยสําคัญที่ทําให้ผิวของเราแข็งแรง กระชับ เรียบเนียน ไร้ริ้วรอย เพราะ “คอลลาเจน” คือ โปรตีนที่มีความที่เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง โดยจะมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ส่วนของโปรตีนในร่างกายและอยู่ในผิวชั้นหนังแท้

แต่พออายุมากขึ้น (หลัง 20 ปีขึ้นไป) คอลลาเจนจะเสื่อมสภาพลงตามอายุ บวกกับปัจจัยอื่นๆ เช่น แสงแดด มลพิษต่าง ความเครียด นอนน้อย สูบบุหรี่ ก็ยิ่งทําให้สูญเสียคอลลาเจนเพิ่มขึ้นไปอีก ทําให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง จึงทําให้เริ่มมีเรื่องริ้วรอย ความหย่อนคล้อยเข้ามากวนใจ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเราก็สามารถที่จะชะลอการลดลงของคอลลาเจนได้ วันนี้บุ๊คมี 5 เทคนิคที่จะช่วยรักษาการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน เพื่อให้ผิวสตรองแบบง่ายๆ มาฝากค่ะ

1.ลดความเครียดลง
เพราะเมื่อร่างกายเครียดจะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนร้ายที่ไปทําลายคอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา กระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้นมา เคยสังเกตุไหมล่ะคะ ว่าคนที่ชอบเครียดมากๆ หน้าจะเหี่ยวย่น ดูแก่เกินไวกันทั้งนั้นเลย ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทําจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์กันดีกว่า อย่าไปคิดมากกับทุกๆเรื่อง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติบ้าง

2.หลีกเลี่ยงแสงแดดและมลภาวะ
ทั้งแสดแดด มลภาวะ ฝุ่น ควัน ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอนุมูลอิสระ ส่งผลกระทบให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกายลดลง ดังนั้น ทุกวันควรป้องกันตัวเองด้วยการทาครีม กันแดด เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลภาวะเยอะๆ ฝุ่น ควันเยอะๆ เช่น ในพับ ริมถนนที่การจราจรหนาแน่น หรือสถานที่ที่กําลังก่อสร้าง

3.ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ
อย่างที่รู้กันว่าการออกกําลังกาย เป็นการกระตุ้นให้กลไกให้ร่างกายทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบเลือดสูบฉีดเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทําให้การลําเลียงสารอาหารไปบํารุงผิวผ่านทางหลอดเลือดดีขึ้นได้อีกด้วย

4.รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน
เมื่อร่างกายเราสร้างคอลลาเจนเองได้น้อยลง การทานอาหารที่มีคอลลาเจนเข้าไปเสริมจึงสําคัญมาก โดยจากงานวิจัยอาหารช่วยเพิ่มคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระนั้น ได้แก่ เนื้อปลา กระดูก อ่อน หอยนางรม สาหร่ายทะเล ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ชีส ผักใบเขียว ผลไม้สีแดง โดยที่ส่วนใหญ่แล้ว คอลลาเจนที่พบในพืชผัก ผลไม้ จะมีปริมาณน้อยกว่าที่พบในเนื้อสัตว์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีนํ้าตาลและโซเดียมสูง เพราะจะส่งผลให้ระดับอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มสูง การทํางานและคอลลาเจนในร่างกายลดลงอีกด้วย

5.ดื่มคอลลาเจนสําเร็จรูปจากธรรมชาติ
ปัจจุบันมีการนําสารสกัดโปรตีนจากสัตว์ทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน มาทําเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเหมาะสําหรับคนที่หาอาหารที่มีคอลลาเจนสูงทานได้ยาก อาจจะเป็นเพราะราคาแพง หรือหาได้ลําบาก ก็อาจจะต้องทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน จึงควรเลือกแบบที่สกัดจากแหล่งธรรมชาติ และควรศึกษาให้ดีก่อนซื้อ เลือกซื้อยี่ห้อที่ได้มาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยในการบริโภค

ซึ่งตัวที่บุ๊คดื่มอยู่เป็นประจำและอยากจะแนะนํา ก็คือ SEA2SKIN เป็นคอลลาเจนยุคใหม่ 4.0 ที่ไม่เหมือนคอลลาเจนทั่วไปในท้องตลาด จุดเด่นของตัวนี้คือ

1.ผลิตด้วยการสกัดคอลลาเจนแบบเย็น (cold extract) ซึ่งการสกัดเย็นทําให้โครงสร้างโมเลกุลของคอลลาเจนยังคงสภาพสมบูรณ์ ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า ไม่ถูกย่อยสลายในกระเพาะอาหาร คงคุณค่าคอลลาเจนเต็มๆ การวิจัยพบว่า คอลลาเจนสกัดเย็นมีประสิทธิภาพมากกว่าคอลลาเจนทั่วไปถึง 250 เท่า คอลลาเจนสกัดเย็น 1,000 mg. ในครื่องดื่มคอลลาเจน SEA2SKIN 1 ขวด จึงให้ผลเทียบเท่ากับการบริโภคคอลลาเจนทั่วไป 250,000 mg.

2.ใช้หอยเป๋าฮื้อโอกินาว่าเป็นวัตถุดิบ อย่างที่บอกว่าหอยเป๋าฮื้อมีคอลลาเจนสูงมาก มีสรรพคุณช่วยบํารุงข้อต่อ กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม ช่วยบํารุง ผิวพรรณ กระชับรูขุมขน และช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ซึ่งถ้าหากินแบบสดๆ ก็อาจจะค่อนข้างลําบากและมีราคาสูง แต่ถ้ากินเจ้า SEA2SKIN 1 ขวดนี้ ก็จะได้คอลลาเจนที่มีปริมาณเทียบเท่ากับการกินหอยเป๋าฮื้อสดๆ 1 ตัวเลยทีเดียว ดีงามสุดๆ

โดย SEA2SKIN มี 2 สูตร แยกสําหรับผู้หญิงและผู้ชาย โดยสูตรผู้หญิงสีชมพูรสทับทิม เพิ่ม VITAMIN B ช่วยในกระบวนการเผาผลาญของร่างกายให้ดีขึ้น และสูตรผู้ชายรสองุ่นขาว เพิ่ม ZINC ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันหวัดดีขึ้น ต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยสามารถหาซื้อได้ที่ 7-11 ทุกสาขาในกทม. และปริมณฑลเลยจ้า

จากสาวอวบสู่สาวเฮลตี้สุขภาพดี
ด้วยอาหารและการออกกำลังกายด้วยตัวเอง
Health,Fitness and Lifestyle Blogger,
Certified Personal Trainer
American Council on Exercise (ACE)